6 ข้อคิด สำหรับคนที่กำลังท้อแท้ “อย่าพึ่งหมดหวังกับชีวิต”

1.ปัญหาชีวิตใครว่ามีแต่คุณคนเดียวที่“ถูกเลือก”

อาทิตย์ก่อนระหว่างเดินออกมาจากอาคารจอดรถของศูนย์การค้าใหญ่เสียงสนทนาระหว่าง

คุณป้าพนักงานทำความสะอาดกับเพื่อนร่วมงานรปภ.หนุ่มดังกระทบหูดูเหมือนคุณป้า

กำลังปรับทุกข์เรื่องหัวหน้าของแกที่มีอคติไม่เป็นกลางและคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งแกตลอดเวลา

แกพูดไปพร้อมซับน้ำตาไม่กี่ชั่ วโมงต่อมาในร้านกาแฟ(ที่ราคาเครื่องดื่มบางแก้วอาจเกินครึ่ง

ของค่าจ้างรายวันของคุณป้า)หญิงสาวแต่งตัวดีโต๊ะข้างๆกำลังนั่งหน้าสลดเล่าให้เพื่อนหนุ่ม

ฟังอย่างเคร่งเครียดถึงปัญหาในที่ทำงานที่ทำให้เธอคิดยื่นใบลาออกเธอคงกำลังหนักใจจน

ดูไม่แคร์ว่าใครจะได้ยินบทสนทนาบ้าง…ระหว่างนั้นขณะกำลังท่องเว็บผมก็เปิดไปเจอข่าวจาก

หลายปีก่อนที่เจ้าของธุรกิจพันล้านชื่อดังคิดสั้นจบทุกอย่างด้วยมือเขาเองในบ้านเพื่อจบปัญหาธุรกิจรุมเร้า

แปลกดีครับที่ภายในเวลาไม่กี่ชั่ วโมงเรื่องราวปัญหาของคนจากหลากหลายสถานภาพที่ต่างก็ดูจะยิ่งใหญ่

สำหรับแต่ละคนในช่วงเวลานั้นๆจะเข้ามากระทบหัวให้คิดได้ว่าเราทุกคนต่างมีปัญหาไม่ว่า

เปลือกหน้าจะต่างกันแค่ไหนเมื่อไหร่ที่เราต้องอยู่ในวังวนปัญหาจะได้รู้ว่าไม่ได้มีแค่เราอยู่คนเดียว

เพราะในเวลาเดียวกันใครต่อใครที่ดูไม่น่าจะมีปัญหาอาจกำลังต้องต่อสู้กับเรื่องหนักอกที่ยิ่งใหญ่

กว่าเรามากมายนักปัญหากับชีวิตเป็นของคู่กันสู้ๆครับแน่ใจได้เลยว่าณขณะนี้

คุณไม่ได้แย่ที่สุดหรือ“ถูกเลือก”ให้สู้อยู่ตามลำพังแน่ๆ

2.ทำไมเราต้องยอมให้“จุดดำ”มีอิทธิพลเกินตัว

ถ้ามีคนยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีรูปจุดกลมดำอยู่กลางหน้ากระดาษแบบนี้ให้คุณดูแล้วขอให้

คุณบรรยายสิ่งที่เห็นคุณจะบรรยายมันว่าอย่างไรหยุดอ่านแล้วลองพุ่งสายตามองไปที่รูปนี้

ให้ชัดๆคุณเห็นอะไรเรื่องเล่าที่น่าสนใจนี้เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของภาคการศึกษา

สุดท้ายของนักศึกษาชั้นปี4ในมหาวิทยาลัยชื่อดังอาจารย์อาวุโสที่ทุกคนนับถือได้สร้างความ

ประหลาดใจให้กับลูกศิษย์ด้วยการขอให้ทุกคนทำกิจกรร มที่แกพูดว่าอาจสำคัญกว่าการได้A

หรือFในการสอบปลายภาคที่กำลังมาถึงทุกคนนั่งตัวตรงตั้งใจฟังว่าอาจารย์จะให้ทำอะไร

ภาพที่อาจารย์เตรียมมาถูกโปรเจ็กเตอร์ฉายลงบนกระดานขาวผืนใหญ่หน้าห้องภาพจุดกลมดำ

ขนาดเล็กๆกลางพื้นที่ของรูปทั้งหมดสร้างความฉงนให้กับทุกคนอาจารย์ขอให้นักศึกษาใช้เวลา

5นาทีเขียนบรรยายสิ่งที่ตนกำลังมองเห็นจากหน้ากระดานหลังจากทุกคนส่งกระดาษคำตอบที่

ตัวเองเขียนอาจารย์ก็เริ่มอ่านคำตอบที่ละใบแม้ไม่มีใครลอกคำตอบของใครแต่สิ่งที่นักศึกษา

“ทุกคน”เขียนลงในกระดาษมีความเหมือนกันอย่างที่ไม่ได้น่าประหลาดใจอะไรทุกคนเขียนบรรยาย

ถึงจุดกลมดำที่อยู่กลางหน้าแผ่นกระดานขาวจะต่างกันก็แค่สำนวนการใช้ภาษาหลังอ่านทุกคำตอบจบ

อาจารย์ถึงได้อธิบายว่าทำไมกิจกรร มนี้ถึงมีความสำคัญกว่าผลสอบทุกคนต่างก็เขียนบรรยายถึงจุดดำ

บ้างก็เขียนสั้นๆบ้างก็ยาวเป็นหน้ากระดาษแต่สังเกตไหม…ว่าไม่มีใครบรรยายอะไรถึงพื้นสีขาวเลย

ทั้งที่มันมีขนาดใหญ่กว่าจุดดำเล็กๆจุดนั้นมากมายไม่ต่างกับการใช้ชีวิตที่เรามักจะจดจ้อง

ใช้เวลาให้ความสำคัญกับจุดดำเล็กๆที่อาจเป็นเรื่องร้า ยๆในชีวิตจนทำให้มองข้ามสิ่งอื่นๆที่อยู่ตรงหน้า

“เราจดจ้องไปที่ความป่วย…จนลืมมองถึงความโชคดีที่มีเงินไปรักษาและมีคนรอบข้างคอยดูแล

“เราหดหูผิดหวังกับการไม่ได้เลื่อนตำแหน่งจนลืมนึกไปว่าชีวิตเราไม่ได้มีแต่เรื่องงาน

“เราเศร้าเสียใจกระวนกระวายไปกับความผิดหวังในความรักเจนมองไม่เห็นความรักความห่วงใยที่คนรอบตัวมอบให้

“จงใช้ชีวิตในแบบที่จะไม่มีทางให้จุดดำเล็กๆมามีอิทธิพลเกินตัวเมื่อใดที่มีจุดดำเกิดขึ้นในชีวิต

แค่มองไปรอบตัวพื้นที่สีขาวก็จะปรากฏให้เห็นชัดเพราะจริงๆมันก็อยู่ตรงนั้นมาตลอดอยู่แล้ว”

จุดดำกับอิทธิพลที่เกินตัว

3.รู้ไหมว่าข่าวร้า ยไม่ใช่ไวน์ดีอย่าเก็บไว้

อะไรหลายอย่างในโลกยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งดูดียิ่งมีค่า…เพชรนิลจินดาไวน์ดีๆที่ดินอสังหาฯ

แต่ในการทำงาน“ข่าวไม่ดี”หากปล่อยไว้มันไม่เคยจะดีขึ้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน…

ตรงกันข้ามข่าวร้า ยความผิดพลาดมักชอบพองตัวจนใหญ่โตขึ้นและพร้อมระเบิดสร้างความ

เสียหายให้ใครต่อใครในวงกว้างขึ้นหากไม่ได้รับการแก้ไขให้ทันกาล

“เป้าที่เสนอไว้มันไม่ถึงแน่แต่ทำไงได้..”

“ไว้รอโอกาสดีๆแล้วค่อยบอกนายเรื่องลูกค้าอาจเลิกสัญญา”

“งานนี้ไม่มีทางทันกำหนดส่งบอกไปตอนนี้ก็คงมีแต่โดนว่า”

“ลองแก้ไขเรื่องระบบล่มกันเองอีกสักตั้งแล้วค่อยบอกคนอื่น”

หลายคนชอบเข้าใจผิดว่าการ“แจ้ง”ข่าวร้า ยคือการ“มอบตัว”

รับผิดแต่ที่จริงมันคือการแสดงความรับผิดชอบหาคนช่วยกันแก้ไข

สถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาใหญ่ไปกว่าเดิมมันคือการแสดงความกล้าที่น่านับถือ

โดยเฉพาะถ้ามาพร้อมการเสนอไอเดียเพื่อแก้ไขครั้งหน้าหากพบปัญหาคิดเลยครับว่า

ข่าวร้า ยไม่ใช่ไวน์อย่าเก็บถึงท้ายสุดจะทำให้มั่นได้เหมือนกันแต่รสชาติต่างกันแน่นอน

4.ก่อนจะยอมแพ้คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน

สำหรับคนส่วนใหญ่ชีวิตที่เพอร์เฟ็กต์คงต้องเริ่มต้นจากร่างกายที่พร้อมแต่ต้นทุนความพร้อม

ที่ง่ายที่สุดแบบนี้นั้นอาจไม่ได้มีให้กับทุกคนบนโลกโอโตตาเกะฮิโรทาดะวัย44ปีเกิดมาพร้อม

กับกลุ่มอาการเตตรา-อะมีเลีย(Tetra-ameliaSyndrome)ที่ทำให้ร่างกายของเขาไม่มีพัฒนา

การให้แขนและขางอกออกมาได้ตามปกติเขาจึงเป็นผู้พิการแต่กำเนิดแทนที่จะเสียเวลาไปกับ

การหาเหตุผลของโชคร้า ยเขาเรียนรู้ที่จะยอมรับสภาพและใช้ชีวิตอยู่กับความจริง

คำถามที่เขาพบเจอแต่เด็กคือ“ทำไมคุณถึงไม่มีแขนขา”

เขาตอบกลับด้วยคำถามว่า“แล้วทำไมคุณถึงมีแขนขา”

แทบทุกคนจะต้องฉุกคิดก่อนตอบว่า“ก็ฉันมีมันมาตั้งแต่เกิด”

ซึ่งเขาก็จะตอบกลับสั้นๆง่ายๆว่า“ส่วนฉันก็ไม่มีมันมาตั้งแต่เกิดไง”

จบบทสนทนา…เวลาไม่เสีย

เขาได้รับความเอาใจใส่จากครูดีๆมามากมายครูบางคนตั้งใจสอนให้เขาสามารถใช้ชีวิต

ได้เหมือนเด็กคนอื่นๆให้มากที่สุดนั่นทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตเหมือนใครๆได้บ้างในบางเรื่อง

แต่ครูที่มีอิทธิพลกับชีวิตเขาที่สุดกลับเป็นคนที่สอนให้เขารู้ว่าแทนที่จะพยายามทำในสิ่งที่ทำไม่

ได้ด้วยข้อจำกั ดทางกายภาพที่เลี่ยงไม่ได้เพียงเพราะจะได้เหมือนใครๆสู้หันกลับมามองหาสิ่งที่

ตัวเองทำได้แน่ๆภายใต้ข้อจำกั ดที่มี“แต่”ทำมันให้ดีที่สุดดีกว่า

นั้นเป็นจุดพลิกความคิดและการใช้ชีวิตของเขา

วันนี้โอโตตาเกะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักเขาเป็นทั้งนักข่าวนักกีฬาครูและเป็นนักเขียนชื่อดังของหนังสือ

ที่มียอดขายสูงเป็นอันดับ3ในญี่ปุ่นชีวิตเพอร์เฟ็กต์ที่หลายๆคนอยากมีหากวันนี้ใครที่กำลังท้อถอยว่า

ชีวิตอาจไปไม่ถึงฝันเพราะความสามารถที่ด้อยกว่าคนอื่นๆลองนั่งนิ่งๆมองตัวเองที่กระจกแล้วมุ่งหา

เรื่องมั่นๆที่เราทำได้ดีอย่างมีความสุขเชื่อสิครับเราทุกคนต่างมีจุดนั้นในตัวถ้ามองหาดีๆและเมื่อพบ

มุ่งพัฒนาสร้างศักยภาพด้านนั้นให้เป็นจุดแข็งที่สุดของตัวเองและหาหนทางที่จะใช้มันในการใช้ชีวิตให้ดีที่สุด

ต้นทุนชีวิตแต่ละคนไม่มีทางจะเท่ากันแต่ใครจะไปได้ไกลแค่ไหนอยู่ที่จะใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์กับชีวิต

อย่างไรถ้าคนที่ไม่มีทั้งแขนและขายังสร้างชีวิตดีๆให้ตัวเองได้เราจะยอมแพ้อะไรง่ายๆได้ยังไงครับ

5.เคยเจอทางตันกันไหม

ขับรถเจอทางตันอาจต้องถอยหลังกลับอย่างเดียวแต่ถ้าชีวิตเจอทางตันมองไปให้รอบทางออกมีอยู่ทุกด้าน

บางเส้นทาง…อาจมืดมิดมากแต่ก็แค่ให้เราได้พักเพื่อปรับสายตาให้มองชัดขึ้น

บางเส้นทาง…อาจเปล่าเปลี่ยวแต่ก็แค่ให้เรามองหาใครสักคนมาร่วมเดิน

บางเส้นทาง..อาจดูเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินผ่านแต่ก็แค่ให้เราใช้สมองหาหนทางสร้างสรรค์มากขึ้น

แม้ทุกเส้นทางอาจดูไม่ราบเรียบให้ก้าวไปได้สบายๆ…แต่อย่างน้อยก็สบายใจได้แน่นอนครับว่าชีวิตมีทางออกอยู่เสมอ

เมื่อไรที่เจอทางตันคิดเลยว่ามันก็เป็นแค่“สัญญาณ”ให้เราหาทางออกใหม่…ก็เท่านั้น

6.คุณพร้อมรับโอกาสดีๆที่มักเดินตามหลังเรื่องแย่ๆเสมอแล้วหรือยัง

ทุกความผิดหวังที่ต้องพบคือโอกาสได้สร้างกำแพงใจให้แข็งแกร่งขึ้นอีกหนึ่งขั้น

ทุกทางตันที่ต้องเจอคือโอกาสได้ฝึกสมองหาทางออก..ที่สร้างสรรค์แตกต่างจากเก่า

ทุกก้าวพลาดที่เกิดขึ้นคือโอกาสได้มองเห็นเส้นทางใหม่ในอนาคต…ที่ต้องปลอดภัยกว่าเดิม

ล้มแล้วต้องรีบลุกไม่อย่างนั้นจะเอื้อมมือฉวยโอกาสใหม่ๆที่มักคล้อยตามหลังเรื่องแย่ๆให้ทันได้อย่างไร

 

ขอบคุณที่มา : สุทธิพงษ์ ตันติยานนท์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น