Home แม่ลูก.. พ่อแม่ต้อง ขี้เกียจ ถ้าอยากให้ลูกโตเป็นคนเก่ง อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น

พ่อแม่ต้อง ขี้เกียจ ถ้าอยากให้ลูกโตเป็นคนเก่ง อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น

0 second read
ปิดความเห็น บน พ่อแม่ต้อง ขี้เกียจ ถ้าอยากให้ลูกโตเป็นคนเก่ง อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น
0
ขี้เกียจ

อยากให้ลูกได้ดี พ่อแม่ต้อง ขี้เกียจ ใครๆ ย่อมอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง ไม่มีใครอยากให้ลูก ขี้เกียจ

ฉลาด  มีพัฒนาการที่ดี ซึ่งการมีพัฒนาการที่ดีนั้น พ่อแม่ก็ไม่ควรช่วยเหลือลูกทุกอย่าง

เพราะความรักลูก อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง คนที่ดีพร้อมเลยกลัว ว่ าลูกจะทำอะไรได้ไม่ดีพอ

เลยต้องช่วยเหลือลูกอยู่ตลอด ถ้าพ่อแม่เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือลูก 3 เรื่องนี้ให้น้อยที่สุด

จะกลายเป็นผลดี กับลูกมากๆ เลยนะ

1. พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักพึ่งพาตัวเอง

คุณแม่ท่านหนึ่ง ได้เล่าประสบการณ์ว่า…เธอจะไม่เข้าไปช่วยลูก ในสิ่งที่พวกเขาทำได้เอง เช่น

เมื่อห้องนอนของอันอันไม่เป็นระเบียบ แม่จะเตื อ น อันอันว่า..ควรจัดห้องยังไง..

เพื่อให้เป็นระเบียบ และจะให้ลูกทำเอง ในช่วงเปิดภาคเรียน คุณครูขอให้นักเรียนห่อปกหนังสือ

เรียนเล่มใหม่ ของเทอมนี้ แต่อันอันทำไม่เป็น แม่จึงสอนให้อันอันห่อเป็นตัวอย่าง

จากนั้นก็ปล่อยให้อันอันได้ทำเองทั้งหมด อันอันไม่อย ากห่อเอง จึงไม่ยอมขยับมือ

แม่ก็ไม่สนใจอะไรเธอ ได้แต่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมชี้นิ้วบอกให้ทำ แต่ไม่เข้าไปช่วยห่อ

ทำให้อันอัน ต้องนั่งห่อเองทั้งหมด แม่ของอันอันพูดว่า….

“ความจริงถ้าฉันจะเข้าไปช่วยห่อ จะประหยัดเวลาได้มากเลยล่ะ…

แต่อันอันจะไม่มีวันเรียนรู้ ที่ห่อปกหนังสือได้ด้วยตัวเอง

ฉะนั้น นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด คือปล่อยให้อันอันห่อเอง ถึงจะห่อไม่เรียบร้อยก็เถอะ”

ประสบการณ์ของครูพบว่า…

“แม่ขี้เกี ยจ” ไม่เคยขยันหมั่นเพียร ในการช่วยลูก ในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่ให้ลูก ได้พึ่งพาอาศัยตัวเอง

ช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่เฉยเมย ต่อการฝึกฝน คือการสร้างความรับผิดชอบ ให้กับลูกได้เป็นอย่างดี

ขี้เกียจ

2. พ่อแม่ต้องไม่เข้าไปช่วยลูกทำการบ้าน

มีคุณแม่ท่านหนึ่ง เล่าประสบการณ์ว่า…ตนเองไม่เคยไปสอนการบ้านให้ลูกชาย

แม่จะเตื อ นลูกมากกว่าว่า…เวลาไหนควรไปทำการบ้าน เมื่อทำเสร็จแล้ว

ก็บอกแม่คำหนึ่งก็พอ ส่วนการตรวจ ว่าลูกชายทำถูกหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของตัวเขาเอง

หรือให้เรียนรู้ว่าถูกผิ ด จากที่โรงเรียน แม่มีหน้าที่เพียงเซ็นชื่อก็แค่นั้น

ในตอนแรก ลูกชายก็ไม่พอใจ โดยพูดขึ้นว่า…

“แม่ของคนอื่น จะช่วยตรวจการบ้านให้ด้วย ทำไมแม่ขี้เกียจแบบนี้ล่ะ

ไม่ใช่เพราะแม่ขี้เกียจหรอก ลูกคิดดูนะ ถ้าแม่ช่วยลูกตรวจการบ้านแล้ว..!!

ลูกจะรู้ได้อย่างไง ว่าผิ ดตรงไหน แล้วต่อไป ลูกจะตร วจเองเป็นไหม

จำไว้นะว่า…ในตอนนั้น ไม่มีใครสามารถมาช่วยลูกตรว จได้ ลูกจะได้ฝึกการตร ว จ ความถูกต้อง และ เรียนรู้ด้วยตนเอง”

ในห้องเรียน ลูกจะต้องเจอบทเรียนก่อน แล้วจึงจะได้ทำข้อสอบได้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง

ลูกจะได้เจอกับ บททดสอบก่อน แล้วถึงจะได้บทเรียน นี่คือ..สิ่งที่ลูกต้องเรียนรู้

เธอสอนให้ลูก รู้จักพึ่งตนเอง เมื่อเจอปัญหา ก็ต้องคิดใคร่ครวญด้วยตัวเอง

ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ค่อยมาขอคำแนะนำ คำปรึกษาจากแม่ได้ ประสบการณ์ของครูพบว่า…

“แม่ขิ้เกียจ” ไม่เคยชี้นำลูก ให้เรียนรู้ แต่ปล่อยให้ลูกทำอย่างอิสระ คิดอย่างเป็นอิสระ

แต่เธอ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะ เธอยังให้ความสนใจ กับลูก และใช้วิธีการ ที่ชาญฉลาดเพื่อช่วย

เมื่อลูกมีปัญหา มันสอนให้รู้ว่า…ผู้ปกครอง ควรที่จะปล่อยลูกของตนเองบ้าง ในเวลาอันสมควร

ให้เขาได้เรียนรู้เอง และใช้ชีวิตของตนเองอย่างเต็มที่ สิ่งที่แม่ๆ ทำเป็นตัวอย่างนั้น

มันเป็นวิธีในการปลูกฝั งลูกได้ดีมาก เพื่อจะให้เขาสามารถเติบโต ได้ด้วยตัวของเขาเอง

พ่อแม่ทุกคน มักจะกังวลกับลูก จนไม่กล้าปล่อยให้ลูก ได้เรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง คุณควรเอา

ความกังวลเก็บไว้ในใจ และปล่อยให้เขา โบยบินไปด้วยวิธีของเขาเถิด

เพื่อให้เขา มีปีกที่แข็งแร งพอ เพื่อให้เขา อยู่ได้ด้วยตัวเองในวันที่ไม่มีคุณแล้ว

3. พ่อแม่ ให้ลูกเรียนรู้ที่จะเติบโตด้วยตัวเอง

พ่อแม่หลายๆคน ชอบสร้างความคาดหวัง ในตัวลูกมากไป อยากให้ลูกทำตาม สิ่งที่ตัวเองต้องการ

เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่การทำเช่นนี้ จะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด และไม่อย ากฟัง

ทำเป็นหูทวนลม จนไม่ใส่ใจ กับสิ่งที่พ่อแม่พูดเลย แต่… มีครอบครัวหนึ่ง..ที่กลับทำตรงกันข้ามเลย

ในช่วงสุดสัปดาห์ ตาต้า เล่นเก มเป็นเวลานานมาก และไม่ทำการบ้านสักที

แม่จึงถามว่า.. “ลูกกะจะเล่นเก ม ถึงกี่โมง”

ตาต้าตอบว่า.. ขอเล่นอีก 10 นาทีนะแม่”

แม่ตอบกลับไปว่า.. ได้ ต้องรักษาคำพูดนะ”

เมื่อผ่านไป 10 นาที แม่ก็เดินกลับมาอีก ตาต้าก็ยังคงนั่งเล่นอยู่ที่เดิม แม่โก รธมาก

แต่ก็ต้องสงบสติ อารมณ์ และพูดอย่างใจเย็นว่า… ปกติลูกเป็นคนรักษาคำพูดไม่ใช่เหรอ”

ในตอนนั้น ตาต้าก็เริ่มรู้สึกผิ ด จากนั้น ก็เดินไปปิดสวิทช์และรีบไปทำการบ้านอย่างไว

นั้นเป็นเพราะว่า..ก่อนหน้านั้น แม่ของตาต้า เคยพูดหลายรอบแล้ว เกี่ยวกับ

นิทานเรื่อง การเป็นคนน่าเชื่อถือ” และนั้น ก็ทำให้ตาต้า ค่อยๆซึมซับเข้าไป ปกติแม่จะเป็นคน

ที่ให้ความสำคัญ ในเรื่องของการอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก จึงได้ซื้อนิทาน ที่สร้างแรงบันดาลใจ

ให้ตาต้าได้อ่านมากมาย และจากนิทานเหล่านี้ ทำให้ตาต้า ได้เรียนรู้ ที่จะนำมาใช้กับตัวเอง

เสริมสร้างนิสัยของตนเอง อดทน อดกลั่น ทำให้เป็นคนที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ประสบการณ์ของครูพบว่า “แม่ขี้เกียจ” ไม่ขยัน ที่จะบ่นทั้งวัน แต่ใช้เหตุผล ในการพูดคุย

เพราะเธอรู้ดีว่า..ลูกไม่ชอบการบ่น แต่เธอขยันในการหาวิธีในการรับมือ เพื่อปลูกฝั ง สิ่งที่ดีให้กับลูก

อย่าได้ “พยายาม” ปั้นลูกให้เหมือนลูกใคร

อย่า “ขีดเส้น” ให้ลูกเราเดินตามลูกใคร

อย่า “ตั้งเป้า” ให้ลูกมีจุดหมายแบบใคร

อย่าได้ “บังคับ” ให้ลูกเราเป็นอย่างใคร

เด็กทุกคนมี “สิ่งวิเศษ” ติดตัวมาทุกคน

และสิ่งวิเศษเหล่านั้นก็ไม่ได้เหมือนกันทุกคน

เรามีหน้าที่เฝ้ามองและค้นหา “สิ่งวิเศษ”

ในตัวลูกเราให้เจอและรู้จักส่งเสริมให้ถูกวิธี

 

Load More Related Articles
Load More By Lookmhoo Chonticha
Load More In แม่ลูก..

Check Also

เรียนจบสูง แค่ไหน ไม่สำคัญเท่า “ชีวิตจริง” เอาตัวรอดได้

ชีวิตจริง ของเด็กสมัยนี้ เอาแต่เรียนแข่งขันกัน เรียนจบใ … …